เปิดตัวสมาร์ทโฟน beTouch E110 Series และ E400 Series ระบบปฏิบัติการณ์แอนดรอยด์ วางจำหน่ายผ่านร้านไอทีและโอปอเรเตอร์ 600 แห่งทั่วประเทศ ตั้งเป้าอีก 3 ปี ติด 1 ใน 5 ผู้นำตลาดโลก...

เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. นายอลัน เจียง ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ จำกัด เปิดเผยว่า จากช่องทางการจัดจำหน่ายในตลาดไอทีของเอเซอร์ และความร่วมมือกับพาทเนอร์ในตลาดเทลโก้ รวมถึง กระแสความนิยมตลาดสมาร์ทโฟน ทำให้บริษัทฯ เปิดตัวสมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการณ์แอนดรอยด์ Acer beTouch E110 Series และ E400 Series ด้วยกลยุทธ์ 4C ได้แก่่ Communication, Computer, Consumer และ Content ในการทำตลาด ควบคู่การขยายความร่วมมือกับพันธมิตรตัวแทนจำหน่ายและผู้ให้บริการเครือข่าย โดยบริษัทฯ จะวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ่านไอทีช็อป โมบายช็อป และผู้ให้บริการเครือข่ายต่างๆ โดยเน้นลูกค้ากลุ่มคอนซูเมอร์ที่ใช้อุปกรณ์สื่อสาร เชื่อมโยงกับโน้ตบุ๊ก เน็ตบุ๊ก มีเดีย แท็บเล็ต และสมาร์ทโฟนเป็นกลุ่มหลัก

ในปีที่ผ่านมา ตลาดสมาร์ทโฟนในประเทศไทยมียอดจำหน่ายถึง 1 ล้านเครื่อง และเชื่อว่าตลาดดังกล่าวยังมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การแข่งขันภายในตลาดรุนแรงขึ้น ทั้งนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้าส่วนแบ่งการตลาดกลุ่มวินโดวส์โฟนและแอนดรอยด์ไว้ที่ 10% และตั้งเป้าติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก ภายในปี 2014 จากความนิยมในกลุ่มแอนดรอยด์ที่สามารถใช้งานง่าย เหมาะกับตลาดกลุ่มแมส และช่วยให้เข้าถึงคอมมูนิตี้ได้สะดวก โดยบริษัทฯ วางแผนเปิดตัวโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์อีกกว่า 10 รุ่นภายในสิ้นปีนี้

ด้านนายนิธิพัทธ์ ประวีณวงค์วุฒิ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการตลาด ของเอเซอร์ กล่าวว่า บริษัทฯ เริ่มทำตลาดสมาร์ทโฟนตั้งแต่ช่วงกลางปีที่ผ่านมา โดยร่วมกับผู้ให้บริการเครือข่ายในการทำตลาด แต่ปัจจุบัน บริษัทฯ​ ให้สัดส่วนความสำคัญกับการทำตลาดร่วมกับธุรกิจรีเทลมากขึ้น โดยตั้งเป้าครองสัดส่วนตลาดแอนดรอยด์ 1.5 แสนเครื่อง ตลาดวินโดวส์โฟน 3 แสนเครื่อง และตลาดรวม 1.6 ล้านเครื่อง จากการวางจำหน่ายสินค้าแบบกระจายทั่วประเทศไม่ต่ำกว่า 600 แห่ง โดยเน้นพื้นที่ กทม.เป็นหลัก เชื่อว่าบริษัทฯ จะสามารถขยายช่องทางจัดจำหน่ายไปยังกลุ่มโมบายล์ได้ในอนาคตอันใกล้ และส่งผลให้บริษัทฯ มีช่องทางจำหน่ายสมาร์ทโฟนมากกว่า 1,000 แห่ง

"เชื่อว่าอีกไม่นานจะมีแพลตฟอร์มกลาง ซึ่งมีลักษณะการใช้งานหรือการแชทคล้ายบีบีเข้ามาในประเทศไทย แต่มีจุดเด่นด้านความเบาและบางกว่า โดยเอเซอร์พร้อมจับตลาดกลุ่มดังกล่าว ส่วนรายได้ผลิตภัณฑ์กลุ่มสมาร์ทโฟนของเอเซอร์ คิดเป็นมูลค่า 300 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 5% ของรายได้รวม ในปีนี้บริษัทฯ เตรียมงบประมาณด้านการตลาดเพื่อพัฒนากลุ่มผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมากกว่า 20 ล้านบาท รวมทั้งจัดตั้งทีมงานเพื่อดูแลด้านดังกล่าวโดยเฉพาะ พร้อมปรับภาพลักษณ์เอเซอร์ให้เป็นโมบิลิตี้ดีไวซ์อีกด้วย" นายนิธิพัทธ์ กล่าว

สำหรับสมาร์ทโฟน beTouch E110 มาพร้อมหน้าจอทัชสกรีนขนาด 2.8 นิ้ว เชื่อมต่อเว็บไซต์และโซเชียลเน็ตเวิร์กจากปุ่มบังคับ 5 ทิศทาง กล้องดิจิตอลความละเอียด 3.2 ล้านพิกเซล รองรับการเชื่อมต่อแบบ 3G , GPS และ Bluetooth จะวางจำหน่ายเป็นครั้งแรกในงานคอมมาร์ต เอ็กซ์เจน ไทยแลนด์ 2010 วันที่ 24-27 มิ.ย. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในราคา 5,990 บาท ส่วน beTouch E400 มาพร้อมหน้ากากสำรองสีขาวและสีแดง บนระบบปฏิบัติการณ์แอนดรอยด์ 2.1 Eclair หน้าจอ HVGA 3.2 นิ้ว สามารถดาวน์โหลดแอพพลิเคชันได้มากกว่า 3 หมื่นรายการ จาก Android market พร้อมกล้องความละเอียด 3.2 พิกเซล รองรับการเชื่อมต่อ 3G , Wi-Fi , GPS และ Bluetooth โดยจะวางจำหน่ายในราคา 12,900 บาท สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เอเซอร์ คอลล์ เซ็นเตอร์ โทร.0-2685-4311 หรือสอบถามด้านเทคนิค โทร.0-2685-4355 และ www.acer.co.th

ผู้ใช้ไอโฟนเมืองไทยจำนวนไม่น้อย มีทั้งวัยรุ่น นักศึกษา วัยทำงาน ไปจนถึงผู้หลักผู้ใหญ่ คว้าไอโฟนมาตั้งแต่ยังเป็นรุ่นไอโฟน 3 3Gs มาถึงไอโฟน 4

 จอด้านหน้าเป็นกระจกหมด จุดที่สังเกตได้ชัดเจนคือบางกว่ารุ่นเดิม 25% โดยสตีฟ จ็อปส์ ซีอีโอของแอปเปิลประกาศว่าเป็นมือถือสมาร์ทโฟนที่บางที่สุดในโลก

 ไอโฟน4 เปลี่ยนมาใช้เป็นปุ่มเพิ่ม/ลดเสียงแยกอิสระกัน จากเดิมออกแบบเป็นปุ่มเพิ่ม/ลดเสียงแบบกระดก และมาพร้อมกับช่องใช้ซิมแบบไมโครโฟน

 ด้านหน้ามีกล้องอีกตัวอยู่หน้าเครื่องใกล้กับลำโพง ด้านหลังกล้อง 5 ล้านพิกเซล มีไมโครโฟนตัวที่สองพร้อมระบบตัดเสียงรบกวน มีปุ่มกดเปิด/ปิดเครื่องและช่องเสียบหูฟังที่ดูหรูกว่าเดิมอยู่ด้านบน ส่วนรายละเอียอื่นๆ มีดังนี้

จอใหม่ที่เรียกว่า เรตินา ดิสก์เพลย์
 ลูกตาของเรามีจอตาที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า เรตินา ทำหน้าที่รับภาพจากเลนส์ตา โดยปกติแล้วสามารถรับความละเอียดภาพได้ 300 พิกเซลต่อตารางนิ้ว แต่จอภาพของไอโฟน 4 ปรับปรุงให้แสดงความละเอียดภาพได้ 326 พิกเซลต่อตารางนิ้ว สูงกว่าไอโฟนรุ่นก่อน 4 เท่าตัว และสูงกว่าจอ
โทรศัพท์มือถือรุ่นอื่นในตลาด

 ความละเอียดดังกล่าวทำให้หน้าจอขนาด 3.5 นิ้วของไอโฟน 4 แสดงผลที่ความละเอียด 960x640 พิกเซล เรียกว่าละเอียดยิ่งกว่าการรับภาพของลูกตามนุษย์เสียอีก ทำให้ได้ภาพที่คมชัดราวกับนั่งอ่านหนังสือคุณภาพการพิมพ์ชั้นสูง ระบบปฏิบัติการไอโฟนออกแบบมาให้ช่วยปรับความละเอียดของตัวอักษรและแสดงผลโหมดความละเอียดสูงโดยอัตโนมัติ หมายความว่า นักพัฒนาโปรแกรมไม่ต้องเขียนคำสั่งเพิ่มเติม โปรแกรมเดิมที่ขายอยู่ก็คมชัดขึ้นเอง แต่ถ้าต้องการโปรแกรมกราฟฟิกสะกดสายตาผู้คนก็ใส่ภาพความละเอียดสูงลงไปแค่นั้น
 
ซีพียู เอ4 และเซ็นเซอร์ศูนย์ถ่วง
 ไอโฟน 4 ใช้ซีพียู เอ 4 ที่แอปเปิลออกแบบเอง เป็นซีพียูรุ่นเดียวที่ใช้กับไอแพด ซีพียูเอ 4 ประหยัดไฟกว่าเดิมช่วยให้คุยสายผ่านเครือข่าย 3 จีได้นานขึ้น 40% (สูงสุด 7 ชั่วโมง) หรือใช้ท่องเว็บผ่าน 3 จี ก็ได้นาน 6 ชั่วโมง เข้าเน็ตผ่านไวไฟนาน 10 ชั่วโมงเลย เล่นวิดีโอนาน 10 ชั่วโมง ฟังเพลงอย่างเดียวนาน 40 ชั่วโมง เปิดเครื่องทิ้งไว้เฉยๆ นาน 300 ชั่วโมง นอกจากพวกจีพีเอส, ไวไฟ, บลูทูธ, เซ็นเซอร์วัดอัตราเร่ง, เข็มทิศ, เซ็นเซอร์วัดแสงเหมือนรุ่น 3 จีเอสแล้ว รุ่นใหม่ยังมีเซ็นเซอร์วัดจุดศูนย์ถ่วงที่เปิดทางให้นักพัฒนาเกมออกแบบเกมให้เร้าใจยิ่งขึ้น

กล้องถ่ายภาพและวิดีโอ
 ไอโฟน 4 มาพร้อมกับกล้องความละเอียด 5 ล้านพิกเซลพร้อมเซ็นเซอร์เพิ่มแสงสว่างด้านหลังช่วยให้ถ่ายภาพได้ดีกว่าเดิม โดยเฉพาะในที่มีแสงน้อย กล้องยังสามารถบันทึกวิดีโอความละเอียดสูง (HD) 30 เฟรมต่อวินาที มีแฟลชจากหลอดแอลอีดีสำหรับช่วยถ่ายภาพ มีโปรแกรมสำหรับตัดต่อภาพวิดีโอในตัว และผู้ใช้สามารถส่งวิดีโอขึ้นอินเทอร์เน็ตได้ทันที

 นอกจากนี้ยังมีโปรแกรม iMovie รุ่นใหม่ที่สามารถสั่งซื้อจาก App Store ในราคาร้อยกว่าบาทสำหรับตัดต่อและรวมภาพจากหลายคลิปมาลำดับภาพบนโปรแกรมของ iMovie และสามารถเอาภาพนิ่ง เสียงเพลงประกอบ ข้อมูลบอกจีพีเอส มาใส่ในวิดีโอได้ด้วย

คุยสายไปเห็นหน้าไป
 กล้องที่อยู่บนหน้าจอของไอโฟน 4 มีสำหรับทำวิดีโอ คอลล์ หรือโทรศัพท์แบบเห็นหน้า ซึ่ง
สตีฟ จ็อปส์ เรียกว่า FaceTime เป็นคุณสมบัติที่ผู้ใช้ไอโฟนอยากได้มานานแล้ว ยังไม่รู้ว่าเจ้า FacTime ของไอโฟน 4 สามารถใช้คุยสายเห็นหน้ากับโปรแกรมแชทร่วมกับโน้ตบุ๊ก และเครื่องพีซีตั้งโต๊ะได้หรือเปล่า ผู้ใช้สามารถเปลี่ยนภาพจากกล้องตัวหน้ามาเป็นกล้องตัวหลังได้ เพื่อให้อีกฝั่งเห็นภาพอย่างเดียวกับที่คู่สนทนาดูอยู่ ทั้งนี้แอปเปิลต้องไปตกลงกับผู้ให้บริการมือถือสำหรับบริการคุยสายเห็นหน้าผ่านไอโฟน 4 ก่อน

iAds โฆษณาบนมือถือ
 ช่วงเปิดตัวไอโฟน 4
สตีฟ จ็อปส์ พูดถึง iAds เพื่อเป็นช่องทางหารายได้เสริมสำหรับนักพัฒนาโปรแกรมนอกเหนือจากรายได้ขายโปรแกรมให้แก่ผู้ใช้  iAds พัฒนาบนเทคโนโลยี HTML5 ซึ่งเป็นภาษาเว็บรุ่นล่าสุด สำหรับตัวโฆษณาและการขายโฆษณา แอปเปิลรับผิดชอบบริหารจัดการเองหมด สิ่งที่นักพัฒนาโปรแกรมต้องทำคือ บอกมาว่าอยากให้โฆษณาปรากฏตรงส่วนไหนของโปรแกรม แล้วรับทรัพย์ 60% ของรายได้จากการลงโฆษณาบนโปรแกรมไปใช้เหนาะๆ

 ที่จริงแอปเปิลเพิ่งเปิดตัวบริการขายโฆษณา iADs ไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ปัจจุบันมีบริษัทบิ๊กๆ เข้ามาร่วมลงโฆษณาด้วยแล้วอย่างเช่น ดิสนีย์, ทาร์เก็ต, เบสต์บาย, ไกโค, ไดเร็ก ทีวี และอื่นๆ

 จ็อปส์คุยว่า โฆษณา iADs ของเขาไม่เหมือนกับโฆษณาบนเว็บที่คนไม่ค่อยสนใจใคร่ดูกัน แต่ iAds บนไอโฟนจะให้ประสบการณ์แบบอินเทอร์แอคทีฟแบบใหม่ที่เต็มไปด้วยความเร้าใจดึงดูดให้คนดู และอาจถึงขั้นซื้อสินค้าตัวนั้น และพอดูโฆษณาจนพอใจก็คลิกปิดโฆษณากลับมาที่ตัวโปรแกรมที่ใช้งานอยู่ได้ง่าย
 
ค้นหาด้วย Bing ของไมโครซอฟท์
 อย่าแปลกใจไปถ้าเห็นไอคอน Bing เครื่องมือสืบค้นอินเทอร์เน็ตของไมโครซอฟท์มาโผล่บนไอโฟน 4 เนื่องจากระบบปฏิบัติการรุ่นใหม่เปิดทางเลือกให้ผู้ใช้กำหนดให้ Bing.com เป็นค่าเริ่มต้นสำหรับค้นหาบนอินเทอร์เน็ตนอกเหนือ Google

อ่านหนังสือบนไอโฟน 4
 ไอโฟนตัวใหม่ยังสามารถอ่านหนังสือที่โหลดมาอ่านบนเครื่องแมคอินทอช โดย "ซิงค์" หรือเชื่อมต่อไอโฟนกับโน้ตบุ๊ก เอาหนังสืออิเล็กทรอนิสก์มาอ่าน และสามารถโหลดจากร้านมาอ่านบนไอแพดได้โดยตรง ไม่เสียสตางค์เพิ่มหากเคยซื้อมาอ่านบนไอบุ๊ก หรือไอแพดมาก่อนแล้ว

 สำหรับราคาของไอโฟน 4 ฟังไว้แต่อย่าเอามายึดเป็นสรณะมากนัก เพราะมันถูกเหลือเชื่อ โดยรุ่น 16 กิกะไบต์ จำหน่ายราคา 199 ดอลลาร์ (ประมาณ 6,400 บาท) และรุ่น 32 กิกะไบต์ ราคา 299 ดอลลาร์ (ประมาณ 9,500 บาท) ซึ่งแน่นอนว่าต้องซื้อกับผู้ให้บริการมือถือที่ทำสัญญากับแอปเปิลเท่านั้น และใช้แพ็กเกจค่าโทรพร้อมเน็ตของผู้ให้บริการ 

 

ซัมซุงเปิดช็อปไอทีปั๊มยอด

posted on 24 Jun 2010 12:22 by phokirismileclub
นายบุญเลิศ วิบูลย์เกียรติ ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจไอที บริษัทไทย ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด

นายบุญเลิศ วิบูลย์เกียรติ ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจไอที บริษัทไทย ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด

 

 

ซัมซุงรุกตลาดไอทีครึ่งปีหลัง เตรียมเปิดช็อปไอที 4 สาขา หวังสร้างแบรนด์เป็นที่รู้จัก พร้อมลุยตลาดโน้ตบุ๊ค จอภาพ โปรเจ็คเตอร์เต็มสูบ

ซัมซุงรุกตลาดไอทีครึ่งปีหลัง เตรียมเปิดช็อปไอที 4 สาขา หวังสร้างแบรนด์เป็นที่รู้จัก พร้อมลุยตลาดโน้ตบุ๊ค จอภาพ โปรเจ็คเตอร์เต็มสูบ หลังเห็นแนวโน้มตลาดกลับมาเติบโต ตั้งเป้ารายได้กลุ่มไอทีสิ้นปีนี้ 5.6 พันล้านบาท เติบโตกว่า 44%

นายบุญเลิศ วิบูลย์เกียรติ ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจไอที บริษัทไทย ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด กล่าวว่า บริษัทเตรียมทุ่มงบกว่า 4-5 ล้านบาทเปิดร้านไอทีภายใต้แบรนด์ซัมซุงเป็นครั้งแรก ซึ่งจะมีสินค้ากลุ่มไอทีทั้งหมด โดยจะเป็นการลงทุนให้ตัวแทนจำหน่าย (ดีลเลอร์) ที่มีอยู่ปัจจุบัน 2 ราย ได้แก่ บริษัทอินคอม และบริษัทฮาร์ดแวร์เฮ้าส์ ทั้งยังขยายไลน์สินค้าจาก 4 กลุ่ม เป็น 7 กลุ่ม ได้แก่ จอภาพ เครื่องพิมพ์และหมึกพิมพ์ เอ็กซ์เทอนัล ฮาร์ดดิสก์ โน้ตบุ๊ค เน็ตบุ๊ค จอแสดงผลขนาดใหญ่ และโปรเจ็คเตอร์

"คาดว่าเมื่อถึงสิ้นปี 2553 ซัมซุงน่าจะมีช็อปไอทีทั้งหมด ประมาณ 4 สาขา โดยสาขาแรก จะเป็นที่พันธุ์ทิพย์ บางกะปิ ถัดมาจะเป็นที่ซีคอนสแควร์ และอาจจะเป็นที่ไอที มอลล์ ฟอร์จูน รวมถึงที่ห้างเซียร์ รังสิต ด้วย การเปิดช็อปไอทีซัมซุงครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรก เพื่อสร้างแบรนด์ไอทีของซัมซุงให้แข็งแกร่ง เพราะที่ผ่านมา คนมักนึกถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าของซัมซุงมากกว่าสินค้าไอที"

นอกจากนั้น ในครึ่งปีหลัง บริษัทจะรุกตลาดกลุ่มสินค้าไอทีทั้งหมดอย่างเข้มข้นขึ้น เพราะเห็นถึงแนวโน้มความต้องการ และกำลังซื้อที่กลับมาของผู้บริโภค หลังเหตุการณ์บ้านเมืองสงบลง โดยเฉพาะตลาดโน้ตบุ๊ค ที่คาดว่า ทั้งตลาดจะเติบโตไม่ต่ำกว่า 29% หรือประมาณ 1.9 ล้านเครื่อง

เขา ระบุว่า แม้ธุรกิจโน้ตบุ๊คของซัมซุงจะเพิ่งเริ่มต้นได้ปีกว่าๆ แต่ปัจจุบันบริษัทมีส่วนแบ่งการตลาดอยู่อันดับที่ 4 หรือประมาณ 4.4% ซึ่งครึ่งปีหลัง จะรุกตลาดมากขึ้น โดยในงานคอมมาร์ต เอ็กซ์เจนที่จะมีขึ้น 24-28 มิ.ย.นี้ ซัมซุงจะเปิดตัวโน้ตบุ๊ครุ่นใหม่ พร้อมแคมเปญจูงใจ บริษัทคาดว่า สิ้นปี 2553 ส่วนแบ่งการตลาดโน้ตบุ๊คซัมซุงจะขึ้นมาเป็น 8% ขณะที่เน็ตบุ๊ค ปัจจุบันครองส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 อยู่ที่ประมาณ 3.2%

พร้อมกล่าวว่า ตลาดโน้ตบุ๊คช่วงไตรมาส 3 และ 4 จะเติบโตจากกลุ่มองค์กรที่มีแนวโน้มความต้องการสูงขึ้นจากโครงการภาครัฐ ซึ่งปี 2554 ซัมซุงวางแผนจะเปิดตัวโน้ตบุ๊คสำหรับทำตลาดเฉพาะองค์กรด้วย

"เมื่อช่วง 3 ปีที่แล้ว สินค้าในกลุ่มไอทีของซัมซุง เราทำตลาดจอภาพเป็นสัดส่วนกว่า 70% ของกลุ่มไอที แต่ปีนี้อัตราการเติบโตไม่มาก บริษัทจึงได้ปรับโฟกัสหันมาให้ความสำคัญกลุ่มโน้ตบุ๊คมากขึ้น ถือว่าเป็นสินค้าที่จะสร้างการเติบโตยอดขายให้ซัมซุง กลุ่มไอทีปีนี้ รวมไปถึงการโฟกัสตลาดโปรเจ็คเตอร์ให้เพิ่มขึ้นด้วย โดยปัจจุบันตลาดโปรเจ็คเตอร์ ยังเติบโตสูง เฉลี่ยมูลค่าตลาดกว่า 150 ล้านดอลลาร์ต่อปี"

ปี 2554 โน้ตบุ๊คจะกลายเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในตลาดไอทีประเทศไทย โดยคาดว่า จะมีจำนวนเครื่องที่ขายในตลาดไม่ต่ำกว่า 2 ล้านเครื่อง

ทั้งนี้ กลุ่มไอทีซัมซุงตั้งเป้ายอดขายปี 2553 ไว้ 170 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 5.6 พันล้านบาท เติบโตกว่า 44% โดยรายได้กลุ่มสินค้าไอที ปัจจุบันคิดเป็น 20% ของกลุ่มซัมซุง

แคนนอนชี้ไทยหนึ่งในประเทศยุทธศาสตร์สำคัญเอเชีย ทุ่ม 50 ล้านบาทเปิดคอนเซ็ปต์ สโตร์ทั่วประเทศ ย้ำแนวคิด“แคนนอน โททอล อิมเมจจิ้ง รีโวลูชั่นส์

แคนนอนชี้ไทยหนึ่งในประเทศยุทธศาสตร์สำคัญเอเชีย ทุ่ม 50 ล้านบาทเปิดคอนเซ็ปต์ สโตร์ทั่วประเทศ ย้ำแนวคิด“แคนนอน โททอล อิมเมจจิ้ง รีโวลูชั่นส์"

 

แคนนอนชี้ไทยหนึ่งในประเทศยุทธศาสตร์สำคัญเอเชีย ทุ่ม 50 ล้านบาทเปิดคอนเซ็ปต์ สโตร์ทั่วประเทศ ย้ำแนวคิด“แคนนอน โททอล อิมเมจจิ้ง รีโวลูชั่นส์"

 นายวาตารุ นิชิโอกะ ประธานบริษัทและประธานกรรมการบริหาร บริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า แม้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองในช่วงต้นปีทำให้ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว สำหรับแคนนอนมองว่าตลาดในภูมิภาคเอเชียยังมีศักยภาพที่จะเติบโตได้อีกมาก โดยเฉพาะตลาดไทยที่ถือเป็นหนึ่งในประเทศยุทธศาสตร์สำคัญในเอเชีย บริษัทคาดหวังว่าเมื่อเหตุการณ์สงบลงแล้ว กลุ่มลูกค้าจะกลับมาใช้จ่ายดังเดิม

 เขาระบุว่า เพื่อเป็นการขยายตลาดในเขตภูมิภาค ซึ่งเป็นตลาดสำคัญของผลิตภัณฑ์แคนนอนในไทย บริษัทได้เปิดศูนย์บริการ “แคนนอน คอนเซ็ปต์ สโตร์” ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี เนื่องจากเป็นจังหวัดที่มีอัตราการเติบโตด้านเศรษฐกิจค่อนข้างสูง ทั้งมีความต้องการด้านเทคโนโลยีการถ่ายภาพมากขึ้นเรื่อยๆ โดยมุ่งหวังให้เป็นแหล่งในการอัพเดทเทคโนโลยีใหม่ๆ ทุกกลุ่มลูกค้า ตอกย้ำแนวคิด “โททอล อิมเมจจิ้ง รีโวลูชั่นส์” ครอบคลุมการทำตลาดทั้งกล้องดิจิทัล กล้องวีดิโอดิจิทัล พรินเตอร์ เลเซอร์พรินเตอร์ โปรเจคเตอร์ ตลอดจนอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าในภูมิภาค

 ทั้งนี้นโยบายของบริษัทมุ่งเสนอให้ผู้บริโภคเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีของแคนนอนมากยิ่งขึ้น ไอเดียเริ่มแรกต้องการสื่อผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต แต่ด้วยความพร้อมของประเทศไทยที่ความเร็วอินเทอร์เน็ตยังน้อย ทำให้นึกถึงรีเทลสโตร์ขึ้นมาแทน คาดว่าจะสื่อถึงลูกค้าได้มากกว่า

 อย่างไรก็ตาม งบประมาณตอกย้ำแบรนด์แคนนอนจะใช้รวมแล้วไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท สำหรับสาขาในพื้นที่เขตภาคตะวันออกนี้ตั้งอยู่ที่ห้างเซ็นทรัล พลาซ่า ชลบุรี บริเวณชั้น 2 โซน ไอที โดยเป็นสาขาที่ 2 หลังจากเปิดสาขาแรกที่จังหวัดภูเก็ต และภายในปีนี้ แคนนอนจะเปิด แคนนอน คอนเซ็ปต์ สโตร์ เพิ่มขึ้นอีก 3 สาขาที่กรุงเทพฯ เชียงใหม่ และขอนแก่น

 "นอกจากเป็นการตอกย้ำแนวคิด แคนนอน โททอล อิมเมจจิ้ง รีโวลูชั่นส์ ซึ่งเป็นการนำเสนอสินค้าเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์การถ่ายภาพแบบครบวงจรแล้ว เรายังได้จำลองรูปแบบของแนวคิดดังกล่าวมาไว้ในสโตร์ ซึ่งลูกค้าสามารถเข้ามาสอบถามเกี่ยวกับสินค้า ร่วมทำกิจกรรม ร่วมเวิร์กช็อป และทดสอบประสิทธิภาพการทำงานของสินค้าประเภทต่างๆ รวมไปถึงบริการซ่อมบำรุง โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางเข้าไปถึงกรุงเทพฯ" นายวาตารุกล่าว

 ปัจจุบันแคนนอนยังคงครองอันดับหนึ่งตลาดกล้องดิจิทัล ด้วยส่วนแบ่งรายได้ตั้งแต่ต้นปี กล้องดีเอสแอลอาร์มีส่วนแบ่งประมาณ 67% ขณะที่กล้องคอมแพ็คได้รับส่วนแบ่ง 27% และในปีนี้แคนนอนมีเป้าหมายที่จะดันรายได้รวมโตให้ขึ้น 16% จากปีก่อนที่โต 14%

 

แอลจีทัชโฟนรุ่นใหม่ ประกอบด้วยรุ่น LG Cookie Plus 3G ( GS550V ) ราคา 5,990 บาท และ LG Cookie Fresh ( GS290 ) ราคา 3,990 บาท ต่อยอดความสำเร็จของมือถือในตระกูลทัชโฟน

แอลจีทัชโฟนรุ่นใหม่ ประกอบด้วยรุ่น LG Cookie Plus 3G ( GS550V ) ราคา 5,990 บาท และ LG Cookie Fresh ( GS290 ) ราคา 3,990 บาท ต่อยอดความสำเร็จของมือถือในตระกูลทัชโฟน

 

 

“แอลจี” ตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด ดึงมือถือหน้าจอสัมผัสเป็นเรือธง มั่นใจกระแสยังฮิตไม่หยุด ล่าสุดส่งซีรีส์ “คุกกี้” ปูทาง

มือถือ แบล็คเบอร์รี่ 8520ของแท้มือหนึ่ง ถูกสุดๆ เคยขายไปเพียง 147 บาทwww.25satang.com
เที่ยวอย่างสนุกสนานไป HKโรงแรมดิสนีย์ เครื่องบิน & สวนสนุก แพคเกจเริ่มที่ 13,900 บาท จองเลย!www.dhakulchan.com/HKDisneyland

 นายเฮียน วู (ฮาเวิร์ด) ลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า จากปัญหาทางการเมืองในช่วงเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา ส่งผลให้ยอดขายโทรศัพท์มือถือทุกแบรนด์ชะลอตัวลงไปเล็กน้อย รวมทั้งแอลจีด้วย แต่บริษัทยังมั่นใจว่า โดยรวมแล้วยอดขาย และเป้าหมายการเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาด (มาร์เก็ต แชร์) จะเป็นไปตามที่กำหนดไว้ คือมีแชร์เป็น 15% จากปัจจุบันมีอยู่ราว 7%

 ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้บริษัทประสบความสำเร็จตามแผนธุรกิจนั้น จะพยายามวางสินค้า หรือ โทรศัพท์มือถือไว้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย ทุกเซคเมนต์ที่มีการแข่งขัน โดยในปีนี้ กระแสโทรศัพท์มือถือระบบหน้าจอสัมผัส (ทัชโฟน) มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งประเมินว่าจะขยายตัวเพิ่มจากปีก่อนถึง 150% หรือคิดเป็น 1.5 เท่าตัว ต่อเนื่องจากปี 2552 ที่ขยายตัวจากปี 2551 ถึง 500% นอกจากนี้ ทัชโฟนยังมีส่วนแบ่งในตลาดมือถือในแง่มูลค่ากว่า 50% ด้วย

 นายสมศักดิ์ อธิศัยตระกูล ผู้จัดการอาวุโส กลุ่มผลิตภัณฑ์โทรศัพท์มือถือ แอลจี กล่าวเสริมว่า ในปีนี้แอลจี จะนำทัชโฟนออกสู่ตลาดราว 13 รุ่น จากจำนวนโทรศัพท์มือถือที่คาดว่าจะวางจำหน่ายในทุกประเภท 40 รุ่น สำหรับทัชโฟนนี้ในครึ่งปีแรกขายได้แล้ว 5 รุ่น และในครึ่งปีหลังจะออกสู่ตลาดอีก 8 รุ่น ซึ่งกลุ่มทัชโฟนดังกล่าวนี้ จะมีทั้งลักษณะการใช้งานที่เป็น ทัชโฟน สมาร์ทโฟน ทัชโฟน เบสิค และทัชโฟน ฟีเจอร์ ที่เน้นการใช้งานโซเชี่ยล เน็ตเวิร์กกิ้ง อย่าง เฟชบุ๊ค และ ทวิตเตอร์

 ปัจจุบันกลุ่มทัชโฟน รวมทุกแบรนด์มีอยู่ในตลาด มีมากกว่า 1.8 แสน - 2 ล้านเครื่อง คิดเป็น 25% ของตลาดรวม ผู้เล่นที่สำคัญประกอบไปด้วย โนเกีย และ ซัมซุง ซึ่งถือเป็นคู่แข่งที่สำคัญในตลาด แต่บริษัทยังมั่นใจในตัวผลิตภัณฑ์ที่มีฟังก์ชั่นการใช้งานที่หลากหลาย มีความโดดเด่นรูปแบบดีไซน์ที่สวยงาม โดยเป้าหมายของทัชโฟนแอลจี ในปีนี้จะมีแชร์ในตลาดมากถึง 25%

 “ภาพรวมตลลาดในครึ่งปีนี้หลัง มั่นใจว่าจะดีกว่าช่วงแรกของปีที่ผ่านมา เพราะจากปัญหาทางารเมืองที่มีมาตลอด ในช่วงไตรมาส 2 ก็ทำให้ยอดขายของแอลจี ตามตัวแทนจำหน่าย หรือ ดีลเลอร์ทั้งในกทม.และต่างจังหวัด ตกลงไปบ้าง แต่ถ้ามองในภาพใหญ่เรายังยืนที่ระดับแชร์ 7% ของตลาดรวม เติบโตกว่า 30-40%”

 พร้อมกันนี้ แอลจีได้ส่งทัชโฟน 2 รุ่นใหม่ออกมาจำหน่าย ดึงจุดเด่นการใช้งานมัลติมีเดียที่มีฟังก์ชั่นหลากหลาย ใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์ก และแอพพลิเคชั่นที่เหมาะกับการใช้งานบันเทิง โดยยังนำเสนอนวัตกรรมใหม่ ให้เหมาะกับลุกค้าที่เน้นการใช้งานเฟชบุ๊ค และทวิตเตอร์ โดยจะออกแบบให้หน้าจอระบบสัมผัสนี้ มีขนาดนี้พอดีหน้าโฮมเพจของเว็บไซค์ดังกล่าว อีกทั้ง มีการติดตั้งกล้องวีดีโอคอลด้านหน้าการรองรับในระบบ 3 จี

 นายสมศักดิ์ กล่าวว่า แอลจีทัชโฟนรุ่นใหม่นี้ ประกอบด้วยรุ่น LG Cookie Plus 3G ( GS550V ) ราคา 5,990 บาท และ LG Cookie Fresh ( GS290 ) ราคา 3,990 บาท ซึ่งเป็นการต่อยอดความสำเร็จของมือถือในตระกูลทัชโฟน โดยคาดหวังยอดขายในปีแรก ทั้ง 2 รุ่นนี้รวมกันไว้ที่ 3 แสนต่อปี ซึ่งทางแอลจีได้งบลงทุนทางการตลาด โฆษณาประชาสัมพันธ์ไว้ที่ 60 ล้านบาท หวังเจาะตลาดวัยรุ่น   และลูกค้าที่เน้นการติดต่อกับกลุ่มเพื่อนผ่านโวเชียล เน็ตเวิร์กโดยเฉพาะ

 อย่างไรก็ดี การตั้งราคาจำหน่ายดังกล่าว แอลจีจะอิงกับมือถือทัชโฟนในแบรนด์อื่นๆ เนื่องจาก ในระดับราคาตั้งแต่ 3,000-7,000 บาท ถือเป็นกลุ่มราคาที่มีการแข่งขันสูงมากที่สุด ดังนั้น แอลจีจะกำหนดราคาให้ครอบคลุมทุกไลน์ผลิตภัณฑ์ ซึ่งยอมรับว่าการวางจำหน่ายทั้ง 2 รุ่นนี้ แอลจีเน้นการสร้างยอดขายเป็นสำคัญ

นายบุญเลิศ วิบูลย์เกียรติ ผู้อำนวยการธุรกิจไอที บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคทรอนิคส์ จำกัด
       ซัมซุงหวังผลิตภัณฑ์ในกลุ่มสินค้าไอทีมียอดเติบโตกว่า 44% แม้ว่ายอดเดิมที่ตั้งเป้าไว้จะอยู่ที่ราวๆ 30% จากปัจจัยการเติบโตของตลาดที่มีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง คาดสิ้นปีนี้จะมียอดรวมในสินค้าไอทีไม่ต่ำกว่า 170 ล้านเหรียญฯ ขณะเดียวกันหวังผลักดันโน้ตบุ๊กให้ขึ้นสู่อันดับ 4 จากส่วนแบ่ง 8% ในสิ้นปีนี้
       
       นายบุญเลิศ วิบูลย์เกียรติ ผู้อำนวยการธุรกิจไอที บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคทรอนิคส์ จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมของตลาดไอทียังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซัมซุงซึ่งเป็นผู้นำในหลายๆ กลุ่มผลิตภัณฑ์จึงจำเป็นต้องมีการเพิ่มไลน์สินค้า ให้ครบกับความต้องการของตลาดให้มากขึ้น รวมไปถึงขยายช่องทางการขาย และจัดทำโปรโมชันต่างๆอย่างต่อเนื่อง
       
       "กลุ่มธุรกิจไอทีของซัมซุงในช่วงไตรมาสแรกเป็นไปตามที่ตั้งเป้าไว้ จากการครองส่วนแบ่งอันดับ 1 ในกลุ่มมอนิเตอร์จากส่วนแบ่งตลาด 31% รวมไปถึงเลเซอร์พรินเตอร์ขนาด A4 ที่ 34% ขณะที่ในส่วนของโน้ตบุ๊ก มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาสแรกปิดอยู่ที่ประมาณ 7.8% ซึ่งถือว่าขึ้นมาเป็นอันดับ 4 "
       
       ส่วนของกลุ่มธุรกิจไอที ถือว่ามีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งถ้านับจากปี 51 จนถึงปัจจุบันถือว่าเติบโตขึ้นกว่า 100% ถ้านับจากเป้าเดิมที่ตั้งไว้ 154 ล้านเหรียญฯ หรือโต 30% ในปีนี้ แต่จากการประมาณการล่าสุดทำให้เชื่อว่าน่าจะโตขึ้นไปถึงประมาณ 44% ทำให้มียอดขายรวมอยู่ที่ 170 ล้านเหรียญฯ หรือ ประมาณ 5,600 ล้านบาท
       
       ในช่วงครึ่งปีหลังเชื่อว่าตลาดของลูกค้าในกลุ่มองค์กรของโน้ตบุ๊กจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น จากการทยอยอนุมัติงบประมาณการจัดซื้อในช่วงไตรมาสที่ 3 และ 4 ซึ่งทำให้ในช่วงครึ่งปีหลัง ทำให้ทางซัมซุงต้องรักษาส่วนแบ่งการตลาดเดิมที่ทำได้ไว้ เนื่องจากปัจจุบันทางซัมซุงยังไม่มีสินค้าที่มาเจาะกลุ่มตลาดองค์กรโดยเฉพาะ
       
       "ปัจจุบันเฉพาะในส่วนของโน้ตบุ๊กซัมซุงมีสัดส่วนประมาณ 4.4% ขณะที่เน็ตบุ๊กอยู่ที่ 3.2% ในส่วนประมาณการตลาดรวมโน้ตบุ๊กทั้งหมดอยู่ประมาณ 1.9 ล้านเครื่องในปีนี้ และคาดว่าในปีถัดไปจะอยู่ที่ประมาณ 2 ล้านเครื่อง ทำให้เชื่อว่าการเติบโตของตลาดโน้ตบุ๊กจะเป็นแรงผลักดันสำคัญให้แก่ยอดของสินค้าในกลุ่มไอที"
       
       สัดส่วนของผลิตภัณฑ์ในกลุ่มสินค้าไอทีของซัมซุงในปัจจุบันแบ่งออกเป็น มอนิเตอร์ประมาณ 50% ถัดมาเป็นส่วนของโน้ตบุ๊กที่อยู่ราวๆ 20-30% ขณะที่พรินเตอร์ ฮาร์ดดิสก์ จอแสดงผลขนาดใหญ่ โปรเจกเตอร์ มีสัดส่วนลดลงมาตามลำดับ แต่เชื่อว่าในปีหน้ากลุ่มผลิตภัณฑ์โน้ตบุ๊กจะแซงหน้ามอนิเตอร์ขึ้นมากินสัดส่วนมากที่สุดแทน ทั้งนี้กลุ่มธุรกิจไอทีถือเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ของซัมซุง
       
       นอกจากการขายสินค้าผ่านช่องทางปกติซัมซุงยังได้มีการทยอยเปิด ซัมซุง ไอที แบรนด์ชอป เพื่อเป็นร้านที่ลูกค้าสามารถเข้าไปสัมผัสกับสินค้าไอทีของซัมซุงได้อย่างเต็มที่ โดยปัจจุบันมีอยู่ 2 สาขา ที่ พันธุ์ทิพย์ บางกะปิ และ ซีคอนสแควร์ ส่วนในอนาคตคาดว่าจะเข้าไปเปิดที่ เซียร์ รังสิตอีกหนึ่งแห่ง ซึ่งถือเป็นการสร้างแบรนด์ให้เข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น
       
       
ขณะเดียวกันยังจัดโปรโมชันรับงานคอมมาร์ท เอ็กซ์เจน 2010 ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 - 27 มิถุนายน ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เช่น บัตรเงินสดจากคาล์เท็กซ์ พร้อมพรินเตอร์ เมาส์ หรือ บัตรกำนัลจากโลตัส และตุ๊กตา โน้ตบุ๊ก ราคาพิเศษเริ่มต้นที่ 16,900 บาท รับฟรีเลเซอร์พรินเตอร์ และทุกๆ 2,000 บาท ลุ้นรางวัลพิเศษอย่างแพกเกจที่พักเชียงใหม่ 3 วัน 2 คืน และบัตรเงินสดคาล์แทกซ์
       

..............ข่าวโดยเฮียแว่น  (PhokiriSmile...Club)
       บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด เปิดตัว ‘โซนาส’ นวัตกรรมสตอเรจแบบใหม่ทำงานร่วมกับคลาวด์ คอมพิวติ้ง รวมโซลูชันใหม่ ๆ ทางด้านสตอเรจหลากหลาย ช่วยองค์กรขนาดใหญ่หรือธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสำรองจัดเก็บข้อมูลในองค์กร ในกรณีข้อมูลสำคัญสูญหายจากเหตุการณ์อันไม่คาดฝัน
       
       การเปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ ๆ เป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองความสำเร็จของไอบีเอ็มที่ครองอันดับหนึ่งส่วนแบ่งตลาดผลิตภัณฑ์เอ็กซ์เทอร์นัล ดิสก์ สตอเรจ (อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลแบบดิสก์ประเภทต่อภายนอก) ในประเทศไทยถึง 7 ไตรมาสติดต่อกัน
       
       ไอบีเอ็มวิเคราะห์ว่า ในปัจจุบันปริมาณผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจะมีจำนวนถึง 2 พันล้านคนภายในปี 2554 หรือขนาดของไฟล์และปริมาณข้อมูลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่น ไฟล์ดิจิตอลมีเดีย เว็บคอนเท็นต์ ไฟล์อิมเมจข้อมูลผู้ป่วย ฯลฯ
มีผลทำให้การเติบโตของปริมาณข้อมูลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนทำให้มีการประเมินว่า ปัจจุบันทั่วโลกมีปริมาณข้อมูลมากกว่า 988 เอ็กซาไบท์และยังเพิ่มขึ้นกว่า 15 เพทาไบท์ทุกวัน นอกจากนั้น ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ยังมีปริมาณข้อมูลวิ่งอยู่มากกว่าครึ่งเซ็ททาไบท์ (หรือ 3 พันล้านกิกะไบท์) ภายในอินเทอร์เน็ต
       

       จากปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้เอง ทำให้มีการคาดการณ์ว่าความต้องการอุปกรณ์สตอเรจเพื่อจัดเก็บข้อมูลในองค์กรทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นถึง 43% ในช่วงปี 2551-2556 ผนวกกับโอกาสของความเสี่ยงจากการสูญเสียข้อมูลสำคัญไปกับเหตุการณ์อันไม่คาดฝันต่าง ๆ ทำให้ธุรกิจหลายแห่งมองหาสตอเรจโซลูชันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดเก็บและสำรองข้อมูลขององค์กร
       
       ทั้งนี้ ไอบีเอ็มเปิดตัว ‘โซนาส’ (Scale Out Network Attached Storage – SONAS) นวัตกรรมทางด้านสตอเรจรูปแบบใหม่ ด้วยการใช้เทคโนโลยีเสมือนมาบริหารการจัดเก็บข้อมูลในระบบสตอเรจ สามารถรองรับการจัดเก็บข้อมูลทั้งที่มาจากเซิร์ฟเวอร์หรือจากสตอเรจอื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ระบบการจัดเก็บข้อมูลที่สามารถต่อขยายได้อย่างรวดเร็ว หรือ ‘ออโตเมต เทียริ่ง เทคโนโลยี’ (Automated Tiering Technology) ซึ่งสามารถรองรับปริมาณข้อมูลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วขององค์กรได้สูงถึง 14.4 เทราไบท์ต่อระบบ หรือใช้ความเร็วในการสแกนเพื่อเข้าถึงไฟล์ปริมาณมหาศาลให้สามารถทำได้ภายในไม่กี่นาที โดยไม่ต้องคำนึงว่าไฟล์ดังกล่าวจะถูกจัดเก็บไว้ในที่ใด
       
       นายธนพงษ์ อิทธิสกุลชัย รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจคอมพิวเตอร์ บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า
‘โซนาส’ เป็นนวัตกรรมทางด้านสตอเรจรูปแบบใหม่แก่ธุรกิจไทย ซึ่งนอกจากจะช่วยตอบสนองความต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสำรองจัดเก็บข้อมูล ช่วยองค์กรลดค่าใช้จ่ายทั้งทางตรงและทางอ้อมแล้ว ช่วยลดความเสี่ยงทางธุรกิจจากกรณีข้อมูลสำคัญสูญหาย
       

       สตอเรจ ไอบีเอ็ม ดีเอส 3500 (DS 3500) เหมาะอย่างยิ่งกับธุรกิจเอสเอ็มอี ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บสำรองข้อมูลในองค์กร มาพร้อมกับเทคโนโลยีเวอร์ชวลไลเซชัน รองรับฮาร์ดดิสค์ได้ทั้งแบบ SAS 3.5 นิ้ว และ 2.5 นิ้ว และเชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์ได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นแบบ SAS, Fiber Channel หรือ iSCSI ทำงานด้วยความเร็วสูงถึง 8Gbps (โดยผ่านการเชื่อมต่อแบบ Fiber Channel) ช่วยทำให้การจัดเก็บและเข้าถึงข้อมูลขนาดใหญ่ทำได้อย่างรวดเร็ว
       
       นอกจากนั้น ยังเพิ่มความปลอดภัยในการสำรองจัดเก็บข้อมูลด้วยเทคโนโลยีการเข้ารหัสเต็มรูปแบบ (Full Drive Encryption) เพิ่มความอุ่นใจในกรณีข้อมูลสูญหาย อีกทั้งยังช่วยองค์กรประหยัดค่าไฟ และพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลอีกด้วย
..............ข่าวโดยเฮียแว่น  (PhokiriSmile...Club)